วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

อนุทินที่ 6


อนุทินที่ 6

สรุปเนื้อหา กลุ่มที่ 13 เรื่อง ข่าวเกี่ยวกับกฎหมายและการประกันคุณภาพการศึกษา และบทสรุปการนำความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและการประกันคุณภาพการศึกษาไปใช้


1.หมดยุคไม้เรียว ครูห้ามตีเด็ก ผิดกฎหมายอาญา!!

เรื่องราวข่าวฉาวในรั้วโรงเรียนที่เป็นข่าวบ่อยครั้ง คงหนีไม่พ้นเรื่องของ เด็กตีกัน ครูตีเด็ก อย่างกรณีล่าสุด เด็กนักเรียนชาย ชั้น ป.1 ถูกครูใช้ไม้ตีหลังจนบวมซ้ำไปทั้งแผ่นหลัง เหตุผลเพราะอ่านหนังสือไม่ค่อยได้ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก เพียงเพราะอารมณ์ของครู ทำให้เด็กต้องเจ็บตัวทั้งที่ไม่ได้ทำผิด
ปัญหาประการหนึ่งที่ถูกยกมาถกเถียงกันบ่อย คือ ครูควรตีเด็กนักเรียนหรือไม่ ไม้เรียวที่เคยใช้ตีเด็กในยุคก่อน ควรนำกลับมาใช้ต่อหรือไม่ โดยทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งยกเลิกการ ลงโทษเด็กนักเรียนด้วยการเฆี่ยนตีมาถึง 10 ปี แล้ว ด้วยการออกระเบียบของกระทรวง ว่าด้วยการลงโทษนักเรียน พ.ศ.2548 กำหนดให้การลงโทษเด็กทำได้แค่ 4 สถาน เท่านั้น คือ

1.ว่ากล่าวตักเตือน 2.ทำทัณฑ์บน 3.ตัดคะแนนความประพฤติ 4.ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และภายหลังมีการเพิ่มมาตรการลงโทษเด็กที่ไม่สามารถปรับ เปลี่ยนพฤติกรรมได้

โดยให้พักการเรียนกับเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง แต่ยังมีเรื่องร้องเรียนครูลงโทษด้วยวิธีรุนแรง เช่น ตบหน้า ตบหัว เอาสันไม้บรรทัดตีหัว หยิก ใช้ไม้ตีขา น่อง ก้น อย่างรุนแรงจนเกิดรอยบวมช้ำเลือด เอารองเท้าครูตบหน้า ใช้มือชกไปที่ท้อง ให้วิ่งรอบสนามกลางแดดหลายรอบ จนเด็กเป็นลม

การการกระทำเหล่านี้เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวทั้งสิ้น มีความผิดทั้งทางวินัยข้าราชการ ผิดจรรยาบรรณในวิชาชีพครู และยังเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาในข้อหาทำร้ายร่างกายและจิตใจผู้อื่นด้วย พร้อมย้ำว่า ทั้งหมดนี้ ห้ามเฆี่ยนตีเด็กอย่างเด็ดขาด และกฎหมายนี้บังคับใช้กับทุกโรงเรียน ทั้งรัฐบาลและเอกชน
ดังนั้น การลงโทษของครูบาอาจารย์ ต้องเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา จะลงโทษนอกเหนือจากระเบียบที่กำหนดไว้ไม่ได้ ถือว่าไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะทำได้


2.ผอ.เข้าสอบครูผู้ช่วยผิดกฎหมายหรือไม่

ตามที่มีข่าวผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองไทร จ.บุรีรัมย์ เข้าสอบบรรจุครูผู้ช่วยที่สนามสอบจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 1 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่ามีเจตนาหรือจุดประสงค์ใดในการเข้าสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ อีกทั้งต้องตรวจสอบว่า ผอ.คนดังกล่าวมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องในการกระทำทุจริตในการสอบครูผู้ช่วยในครั้งนี้หรือไม่ มีท่านผู้อ่านสอบถามปัญหาข้อกฎหมายมาหลายประเด็น ทนายคลายทุกข์จึงขอแสดงความเห็นทางกฎหมายเป็นรายประเด็นดังนี้

1.ผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารระดับสูง มีสิทธิเข้าสอบครูผู้ช่วยหรือไม่
ความเห็นทางกฎหมาย โดยทั่วไปทางราชการจะต้องมีการประกาศคุณสมบัติของผู้เข้าสอบว่าจะมีอะไรบ้าง เช่น วุฒิการศึกษา การตรวจสุขภาพร่างกายหรือการตรวจสอบประวัติในทางเสื่อมเสีย เป็นต้น น่าเชื่อว่าผู้อำนวยการทราบกฎระเบียบการสมัครเข้าสอบครูผู้ช่วยเป็นอย่างดี เพราะรับราชการครูมากว่า 10 ปี การเข้าสอบของผอ.จึงน่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ทางราชการกำหนด

2.การเข้าสอบของผู้อำนวยการในตำแหน่งครูผู้ช่วย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่ำกว่าตำแหน่งของตัวเอง ถือว่าเป็นการทำโดยทุจริตหรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือเป็นการกระทำโดยมิชอบหรือไม่
ความเห็นทางกฎหมาย ต้องเข้าใจคำนิยามของคำว่า “ทุจริต” เสียก่อนว่าหมายถึงอะไร และจะใช้กับการสอบสวนทางวินัยหรือดำเนินคดีทางอาญาหรือดำเนินคดีตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งคำว่า “ทุจริต” มีความหมายต่างกัน ซึ่งกฎหมายกำหนดคำนิยามไว้ ดังนี้ “ทุจริต”
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) “โดยทุจริต” หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้ความหมายตามพจนานุกรม หมายถึง ความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง
ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 “ทุจริตต่อหน้าที่” หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ตาม พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 มาตรา 3 “ทุจริตต่อหน้าที่” หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือกระทำการอันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา หรือตามกฎหมายอื่น
สรุป ท่าน ผอ.เป็นข้าราชการจะต้องดูว่าเขามีหน้าที่ตามกฎหมายหรือได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เกี่ยวข้องกับการสอบหรือไม่ ถ้าเขาไม่มีหน้าที่หรือทำนอกหน้าที่หรือเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ก็ไม่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตาม ป.อ.มาตรา 157 แต่ถ้าเขามีหน้าที่โดยตรงและเข้าไปสอบเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เขาก็มีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ประเด็นนี้ยังไม่ได้ความแน่ชัดว่า เขามีหน้าที่หรือไม่อย่างไร
 


 3.อนาจารนักเรียนผิดทั้งวินัย ผิดทั้งอาญา

กรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำอนาจารหรือล่วงละเมิดทางเพศศิษย์หรือผู้เยาว์ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยตามมาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ส่วนระดับโทษนั้นขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของพฤติการณ์แห่งคดี นอกจากจะเป็นความผิดวินัยแล้ว ยังส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นกับผู้กระทำบ้าง ขอยกตัวอย่างข้อเท็จจริงดังนี้

นาย ก. ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ถูกนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4-6 จำนวน 17 คน ร้องเรียนกล่าวหาว่าถูกนาย ก. กระทำอนาจาร และบางรายถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผลการสืบสวนข้อเท็จจริงของผู้บังคับบัญชาพบว่า กรณีมีมูลเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาของนาย ก. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และในขณะเดียวกัน นาย ก. ก็ถูกดำเนินคดีอาญาด้วย ในการดำเนินการทางวินัยผลการสอบสวนได้ความว่า นาย ก. กระทำอนาจารโดยการกอด จับหน้าอก และจับของสงวนของนักเรียน และถูกลงโทษปลดออกจากราชการ กรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่อง กระทำอนาจารนักเรียนและกระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของตน ตามมาตรา 94 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ส่วนคดีอาญา นาย ก. ถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหากระทำอนาจาร คดีถึงที่สุดในชั้นศาลอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่พิพากษาว่านาย ก. มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 (ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นศิษย์ที่อยู่ในความดูแล) เป็นความผิดสองกรรม รวมจำคุก 4 ปี

บทสรุปเรื่องนี้ นอกจากนาย ก. ต้องจบชีวิตการเป็นข้าราชการแล้ว ยังต้องสูญเสียอิสรภาพรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาคดีอาญาอีกด้วย เรื่องที่นำมาบอกเล่ากันในวันนี้นับว่าให้แง่คิดได้เป็นอย่างดีสำหรับเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาท่านใดที่กำลังกระทำ เคยกระทำ หรือคิดที่จะกระทำการอนาจารหรือล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียน ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่า การกระทำของท่านนอกจากจะเป็นความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญาแล้ว ยังเป็นการสร้างตราบาปให้กับเด็กนักเรียนอีกด้วย ซึ่งผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "ครู" ที่สังคมยกย่องว่าเป็นปูชนียบุคคลไม่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง
 


 4.จับครู ขายยาบ้าให้นักเรียน อ้าง เงินเดือนไม่พอใช้

เมื่อเวลา 09.00 น. พล.ต.ต.พินิต มณีรัตน์ ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ ได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านผู้ปกครองนักเรียนผ่านทางศูนย์ปราบปรามและเอาชนะยาเสพติด ว่ามีข้าราชการครูรายหนึ่งใน ต.โคกกุง อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เป็นเอเย่นต์ค้ายาบ้าให้กับลูกศิษย์ รวมทั้งวัยรุ่นในตำบลและหมู่บ้านจนติดยาบ้ากันอย่างงอมแงม เมื่อติดตามจับกุม จึงพบตัว นายอุดมพันธุ์ หอมจันทร์ อายุ 47 อาจารย์ 3 ระดับ 8 ครูสอนวิชาพละ โรงเรียนบ้านโคกรุง ต.โคกรุง อ.แก้งคร้อ ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง

ทั้งนี้ จากการค้นตัวพบยาบ้า 90 เม็ด บรรจุในหลอดกาแฟ ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋า นอกจากนี้ยังพบอุปกรณ์การเสพ อาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก สมุดบัญชีธนาคาร 3 เล่ม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง

นายอุดมพันธุ์ ให้การรับสารภาพว่า สาเหตุที่ต้องหันมาค้ายาบ้า เนื่องจากอาชีพครูเงินเดือนน้อย ไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่าย โดยซื้อยาบ้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ครั้งละ 200-300 เม็ด ในราคาเม็ดละ 100 บาท จากนั้นจึงนำมาขายต่อให้กับลูกศิษย์และวัยรุ่นหมู่บ้านใกล้เคียง ในราคาเม็ดละ 400-600 บาท

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้จับกุมตัว น.ส.ภัชราพร ผจญกล้า อายุ 25 ปี เพื่อนสาวคนสนิทของนายอุดมพันธุ์ หลังตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะ ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสอง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แก้งคร้อ ดำเนินคดี
 


 5. กำราบนักเรียนนักเลงตีกัน 'ใช้ ม.44-เอาผิดผู้ปกครอง'

เอาผิดผู้ปกครอง-สถานศึกษาด้วย! "สอศ." ถกกระทรวงยุติธรรม แก้ปัญหานักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาท มีมติเสนอครม.ขอใช้มาตรา 44 แก้กฎหมายเพิ่มอำนาจสารวัตรนักเรียน

นายสินเธาว์ ชัยสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ประชุมหารือและพิจารณามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมมีข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว โดยให้มีบทลงโทษกับผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ สถานศึกษาและผู้ปกครองจะต้องมีส่วนรับผิดชอบหากละเลยจนเด็กก่อเหตุทะเลาะวิวาท รวมถึงผู้มีส่วนยุยงส่งเสริมให้เด็กก่อเหตุทะเลาะวิวาท เช่น ศิษย์เก่า อาจารย์รุ่นเก่า เป็นต้น เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มีส่วนทำให้เด็กก่อเหตุทะเลาะวิวาท เพราะเด็กยุคใหม่จะไม่มีปัญหาทะเลาะวิวาทแล้ว

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้จะเพิ่มบทบาทพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือ สารวัตรนักเรียน และอาจารย์ฝ่ายปกครอง ให้มีอำนาจในการปฎิบัติงานมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่มีกฎหมายรองรับ เมื่อเด็กก่อเหตุจึงไม่สามารถควบคุมตัวเด็กเอาไว้ได้ ดังนั้น เมื่อเพิ่มอำนาจให้แก่ผู้ปฎิบัติงานจะทำให้ผู้ปฎิบัติมีอำนาจในการกักตัวเด็กที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทไว้ได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมงก่อนจะส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

“ ที่ประชุมเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เพราะอยากให้การแก้ปัญหาเด็กทะเลาะวิวาทมีมาตรการที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปัญหาเหล่านี้จะได้ลดลง แต่การแก้ไขกฎหมายต้องใช้ระยะเวลานาน ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้เสนอการแก้ไขกฎหมายไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อให้มาตรการต่างๆมีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด” ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว
 


 6. สพฐ.หาต้นแบบกิจกรรมลดเวลาเรียน

สพฐ.ตั้งเป้าขยายโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มอีก 15,000 โรงในปี 59 เตรียมค้นหาโรงเรียนที่จัดกิจกรรมเด่น ๆ เป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่นนำไปใช้

วันนี้(21 ม.ค.) นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ดำเนินการโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่เริ่มเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ในโรงเรียนนำร่อง 3,800 โรง นั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ตนได้สั่งการให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปสำรวจว่า ที่ผ่านมามีโรงเรียนใดบ้าง จำนวนกี่โรง ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการแต่ได้นำนโยบายไปปฏิบัติคู่ขนานกับโรงเรียนนำร่อง 3,800 โรง เพื่อจะได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า จะมีอีกกี่โรงที่มีความพร้อมจะเข้าร่วมโครงการในปีการศึกษา 2559 เพื่อ สพฐ.จะได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังทุกโรงเรียนว่าหากมีความพร้อมก็สามารถสมัครร่วมโครงการได้ เนื่องจาก สพฐ.ตั้งเป้าไว้ว่าปีการศึกษา 2559 สพฐ.จะขยายผลโครงการในโรงเรียนอีก 15,000โรง แต่หากจำนวนโรงเรียนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการมีมากเกินกว่าที่กำหนด ก็อาจต้องมีการคัดเลือกให้เหลือตามเป้าที่วางไว้ก่อน

“การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ จะสำเร็จได้ หัวใจสำคัญอยู่ที่ครู ที่จะช่วยสนับสนุนและจัดกิจกรรมที่พัฒนาเด็กให้มีทักษะตามหลัก 4 H ได้แก่ ทักษะทางความคิด จิตใจ การลงมือปฏิบัติ และสุขภาพ ซึ่งผมได้ขอให้ช่วยกันติดตามด้วยว่า มีโรงเรียนใดบ้างที่จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในแต่ละด้านได้อย่างเหมาะสม โดยนำเมนูกิจกรรมที่ สพฐ.จัดเตรียมไว้ประมาณ 300 เมนูไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดการประกวดเพื่อคัดเลือกกิจกรรมที่ดีที่สุด เพื่อนำมาเป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่น ๆ นำไปใช้พัฒนากิจกรรมต่อไป”เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า นอกจากนี้ สพฐ.เตรียมจะจัดอบรมทีมสมาร์ทเทรนเนอร์เพิ่มขึ้น เพื่อรับมือการขยายผลโครงการ โดยจะเน้นไปที่กลุ่มผู้บริหาร ได้แก่ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียน ที่รับผิดชอบงานด้านการนิเทศซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญที่ต้องรู้และเข้าใจโครงการลดเวลาเรียนฯมากที่สุด เพราะต้องสื่อสารไปยังครู นักเรียน และผู้ปกครองให้เข้าใจได้ด้วย

นายการุณ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ผู้ปกครองมีความกังวลว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กจะต่ำลงนั้น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้กำชับเรื่องนี้มาแล้ว ในวันที่ 28ม.ค.นี้ สพฐ.จะจัดประชุมซักซ้อมความเข้าใจ โดยรมว.ศึกษาธิการจะมอบนโยบายและเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) ร่วมให้คำแนะนำด้วย
 


 7. ชี้ครูต้องเรียน 5 ปี รู้แนวการสอนบัณฑิตวิทย์ สอนสะเต็มศึกษาได้
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโฒ (มศว) กล่าวว่า จากกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดให้ผู้ที่จบปริญญาตรีสายวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สามารถเข้าสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยได้เช่นเดียวกับผู้ที่จบด้านศึกษาศาสตร์วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ไม่ได้เก่งไปกว่าผู้ที่จบครูของมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มศว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ขอนแก่น
ซึ่งดูได้จากคะแนนการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์ ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา เด็กสายครูมีคะแนนแอดมิชชั่นส์สูงมากและมีเด็กวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาตร์หลายคนที่คะแนนต่ำกว่าเด็กสายครู นอกจากนี้ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเด็กเหล่านี้ก็ไม่ได้สอบวัดความถนัดทางวิชาชีพครู หรือ แพต 5 เมื่อเป็นเช่นนี้ จะประกันคุณภาพได้อย่างไรว่าจะมาเป็นครูที่ดี
ทั้งนี้ นักศึกษาครูต้องเรียน 5 ปี และทุกคนจะรู้ว่าแนวทางการสอนสะเต็มศึกษา ซึ่งเป็นการบูรณาการความรู้ระหว่างศาสตร์วิชาต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ว่าเป็นอย่างไร
นอกจากนี้นักศึกษาต้องเรียน 10 มาตรฐานวิชาชีพ ได้เรียนรู้วิธีการสอน การวัดประเมินผล การทำสื่อ จรรยาบรรณความเป็นครู รวมทั้งต้องฝึกสอนก่อนจบการศึกษาด้วย แต่เด็กวิศวะและวิทยาศาสตร์ ไม่ได้ฝึกสอนเลย จึงอยากให้ ศธ.ทบทวนเรื่องนี้
ด้าน ผศ.ดร.กิติเดช สันติชัยอนันต์ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า
เปิดให้ผู้ที่จบสายวิศวกรรมศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ มาเป็นครูได้จะช่วยเติมเต็มการสอนสะเต็มศึกษาได้ 10-20% ซึ่งยังเชื่อมั่นว่าครูด้านวิทยาศาสตร์ที่ผลิตกันอยู่ในเวลานี้ มีความสามารถพอที่จะสอนสะเต็มศึกษาได้
นอกจากนี้ยังเป็นห่วงว่าผู้ที่จบวิศวกรรมศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์หลักสูตรที่เด็กเหล่านี้เรียนมาเน้นการออกแบบ และการคำนวณขณะที่ครูช่างต้องเน้นปฏิบัติค่อนข้างมาก 






 8.ครูลงโทษ"คอซอง"เล็บยาว ฟาดท้ายทอยจนกำเดาไหล

แม่โวยแหลกผ่านโซเชียลฯ อ้างลูกสาวถูกครูใช้หนังสือฟาดท้ายทอย จนเลือดกำเดาไหลหามส่งไอซียู เหตุเล็บยาว โร่ร้องสภ.ภูเก็ต หวังเป็นกรณีตัวอย่าง ผอ.รร.สตรีภูเก็ต ทราบเรื่องแล้ว

จากกรณีโลกออนไลน์ให้ความสนใจ ต่อประเด็นการลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ หลังสมาชิกเฟซบุ๊กชื่อว่า“Chomphunut Bunsophap” ได้โพสต์รูปภาพเด็กนักเรียนหญิงสังกัดโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจ.ภูเก็ต ระบุว่าเป็นบุตรสาวของเธอเอง พร้อมกับบรรยายภาพอ้างว่า บุตรสาวถูกทำโทษด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ครูได้ใช้หนังสือปกแข็งคล้ายแฟ้ม ฟาดเข้าที่ท้ายทอย จนเลือดกำเดาไหลออกมาเป็นก้อนเลือดและเจ็บหน้าอกร่วมด้วย เพียงเพราะเล็บยาวโผล่แค่ปลายนิ้วเล็กน้อย กระทั่งเด็กมีอาการคลื่นไส้และวิงเวียนศีรษะ จึงต้องส่งตัวไปตรวจที่ห้องฉุกเฉินของรพ.กรุงเทพภูเก็ต ภายหลังจึงเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.ภูเก็ต เพื่อร้องขอความเป็นธรรม และยุติความรุนแรง ตามที่ปรากฏเป็นกระแสวิพากษ์วิจารร์บนสังคมออนไลน์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 18 ธ.ค. เจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว ซึ่งแม่ของเด็กนักเรียนหญิง เปิดเผยกับ “เดลินิวส์ออนไลน์” ว่า ขนาดยุงตอมยังไล่ มดกัดยังบี้ให้ตาย เป็นใครเอาหนังสือมาตีหัวจนเลือดกำเดาไหล ขณะนี้มีกระแสกดดันต่อครอบครัวเข้ามาทุกทาง จึงยังไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์ แต่จะขออนุญาตชี้แจงความคืบหน้าล่าสุดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของตนเองจะดีกว่า จะได้สร้างความเข้าใจที่ตรงกัน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามไปยัง ดร.โกศล ใสขาว ผอ.โรงเรียนสตรีภูเก็ต แต่ปรากฏว่าติดภาระกิจทั้งช่วงเช้าและบ่าย จึงไม่ได้เข้ามาที่โรงเรียนฯ ขณะที่เจ้าหน้าที่ธุรการ แจ้งว่า ดร.โกศล ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้พูดคุยในเบื้องต้นกับผู้ปกครองของเด็ก ส่วนรายละเอียดการสอบสวนต้องรอผู้อำนวยการฯเป็นผู้ให้สัมภาษณ์.
 


 9.รับเด็กปี 59 ปลอดแป๊ะเจี๊ยะจับได้-มีหลักฐานปลดทันที

"การรับนักเรียน ม.1 เฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 282 โรง ทั่วประเทศ จะต้องรับนักเรียนเพียงรอบเดียวเท่านั้น และการรับนักเรียนปีนี้จะต้องไม่ให้มีการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ เพื่อแลกที่นั่งในชั้นเรียนอย่างเด็ดขาด และถ้าผู้ปกครองพบข้อมูลว่ามีโรงเรียนใดเรียกรับเงินแลกกับที่นั่งก็ขอให้แจ้งมา ที่ สพฐ.ได้ทันที และถ้าตรวจสอบพบว่ามีการเรียกรับเงินจริงก็จะต้องถูกลงโทษทางวินัย" การุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ประกาศชัดรับนักเรียนต้องปลอดแป๊ะเจี๊ยะ

การุณ ย้ำด้วยว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องวางแผนรับนักเรียนให้โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ สำคัญคือ เด็กต้องมีที่เรียนทุกคน ต้องทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนมีความสุขในการเข้าเรียน นอกจากนี้ ขอให้โรงเรียนดังเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองรู้จักกับโรงเรียนคู่พัฒนาของแต่ละแห่ง เพื่อจะได้เกิดความมั่นใจในคุณภาพว่าไม่แตกต่างจากโรงเรียนดัง ซึ่งตรงนี้จะลดความหนาแน่นในการสมัครเรียนของโรงเรียนดังเช่นที่ผ่านมา
 


 10. 9 นโยบายของ คสช.ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ
ศึกษาธิการ - ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ครั้งที่ 18/2557 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2557 โดยมีประเด็นสำคัญสรุปดังนี้

· การรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ/กิจกรรมของกระทรวงศึกษาธิการ ที่สอดคล้องกับนโยบายของ คสช.

ที่ประชุมรับทราบ กรอบในการรายงานผลการปฏิบัติงานและการขับเคลื่อนนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งแผนงาน/โครงการเร่งด่วนใน 4 เดือนที่เหลือ (มิถุนายน-กันยายน 2557) จำนวนทั้งสิ้น 7 โครงการ และแนวทางที่จะดำเนินงานตามนโยบาย คสช. ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

7 แผนงาน/โครงการเร่งด่วน คือ 1) โครงการสร้างความเข้าใจความรักสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ภูมิใจในความเป็นไทย 2) แนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง 3) ปรับการเรียนการสอนภาษาไทยและภาษาต่างประเทศให้สามารถสื่อสารได้

4) การเยียวยาและช่วยเหลือนักเรียน ครู ผู้บริหารในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 6) โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แท็บเล็ต 7) สรุปการเสนอขอรับการสนับสนุนงบกลาง เพื่อช่วยเหลือสถานศึกษาที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว
1) สร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ความสามัคคี
2) เพิ่มและกระจายโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนอย่างเท่าเทียม
3) เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นผลิตและพัฒนากำลังคนระดับกลางและระดับสูงที่มีคุณภาพ และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อการพัฒนาประเทศ
4) ยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยปฏิรูปหลักสูตร การเรียนการสอน เน้นกระบวนการคิดเชิงระบบ ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ความมีวินัย จิตสำนึกความเป็นไทย ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา
5) ปฏิรูปครู โดยเน้นการผลิตและพัฒนาครูคุณภาพ และให้คนเก่งคนดีมาเป็นครู
6) ปฏิรูประบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม และการกระจายอำนาจ
7) พัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้
8) เตรียมความพร้อมเพื่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
9) พัฒนาระบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาให้ทันสมัย

การประกันคุณภาพการศึกษามีประโยชน์และการนำไปใช้

- เกิดการพัฒนาคุณภาพของสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่มาตรฐานสากล

- การใช้ทรัพยากรในการบริหารจัดการของสถาบันอุดมศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

- การบริหารจัดการของสถาบันการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล อันจะทำให้การผลิตผู้สำเร็จการศึกษาทุกระดับ การสร้างผลงานวิจัย และการให้บริการทางวิชาการ เกิดประโยชน์สูงสุด และตรงกับความต้องการของสังคมและประเทศชาติ

- ผู้เรียน ผู้ปกครอง ผู้จ้างงาน และสาธารณชนมีข้อมูลสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องและเป็นระบบ

- สถาบันการศึกษา หน่วยงานบริการการศึกษา และรัฐบาลมีข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นระบบในการกำหนดนโยบาย วางแผน และการจัดบริการการศึกษา

- ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทุกสาระวิชาสูงได้มาตรฐานสม่ำเสมอ

- ผู้เรียนรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับผลอะไรจากการเรียนในสถาบันการศึกษาและได้ผลตามความต้องการ

- ผู้ปกครอง ชุมชน ครู หน่วยงานการจัดการศึกษาในท้องถิ่น มีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานคุณภาพที่ผสมกลมกลืนระหว่างมาตรฐานสากล มาตรฐานชาติและมาตรฐานท้องถิ่น

- ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้นำการจัดการเพื่อควบคุมคุณภาพการศึกษา โดยผนึกกำลังกับครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน วางแผนการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้บังเกิดผลกับผู้เรียนตามมาตรฐาน มีการตรวจสอบยอมรับในแผนการดำเนินงานของสถาบันการศึกษา

- ครูได้รับการพัฒนาและจูงใจให้วางแผนการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นกระบวนการปฏิบัติเพื่อให้นำไปสู่การบรรลุมาตรฐานคุณภาพการเรียนรู้อย่างครบถ้วน ให้ผู้เรียนทุกคนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ผู้บริหารและคณะกรรมการสถานศึกษาติดตามตรวจสอบการเรียนการสอน และช่วยให้คุณภาพการศึกษามีความเป็นระบบระเบียบ

- มีระบบการวัดประเมินผลตามสภาพจริง มุ่งตรงต่อการบรรลุมาตรฐานคุณภาพ และบันทึกลงแฟ้มผลงานที่ผู้บริหารและครูตรวจสอบผลการเรียนและบันทึกผล นำผลมาใช้เพื่อการพัฒนาและรายงานสู่ชุมชนสม่ำเสมอว่า การจัดการเรียนการสอนทำให้บังเกิดผลตามเป้าหมายคุณภาพการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้ดีเพียงใด






อนุทินที่ 5

(1-3 พ.ร.บ.ภาคบังคับ, 4 พ.ร.บ.บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ)


1.เหตุผลทำไมต้องประกาศพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545

ตอบ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉโดยที่กฏหมายว่าด้วยการศึกษษแห่งชาติได้กำหนดให้บิดา มารด หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแลได้รับการศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปีโดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดเข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่จะสอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับ จึงสมควรปรับปรุงกฏหมายว่าด้วยการประถมศึกษา เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกฏหมายดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


2.ท่านเข้าใจความหมายตามพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 อย่างไร

ก. ผู้ปกครอง

ตอบ หมายความว่า บิดามารดา หรือบิดา หรือมารดา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และหมายความรวมถึงบุคคลที่เด็กอยู่ด้วยเป็นประจำหรือที่เด็กอยู่รับใช้การงาน

 ข.เด็ก

 ตอบ หมายความว่า เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่เด็กที่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับแล้ว

 ค.การศึกษาภาคบังคับ

ตอบ หมายความว่า การศึกษาชั้นปีที่หนึ่งถึงชั้นปีที่เก้าของการศึกษา ขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ

 ง. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 ตอบ หมายความว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีสถานศึกษาอยู่ในสังกัด


3.กรณีผู้ปกครองไม่ส่งเข้าเรียนตามที่กฎหหมายฉบับนี้กำหนดจะต้องถูกลงโทษ อย่างไร และถ้าเด็กไม่สามารถเข้ารับการศึกษาใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการผ่อนผันเด็ก เข้าเรียน

ตอบ ตามที่ มาตรา 6 ให้ผู้ปกครองส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษา เมื่อผู้ปกครองร้องขอ ให้สถานศึกษามีอำนาจผ่อนผันให้เด็กเข้าเรียนก่อนหรือหลังอายุตามเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด

หากผู้ปกครองที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 6 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

หากพบว่ามีเด็กไม่ได้เข้าเรียนในสถานศึกษาตามมาตรา 5 ให้ดำเนินการให้เด็กนั้น ได้เข้าเรียนในสถานศึกษานั้น แล้วรายงานให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วแต่กรณีทราบ ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการให้เด็กได้เข้าเรียนตามวรรคหนึ่งได้ ให้พนักงาน

เจ้าหน้าที่รายงานให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท้องที่ที่พบเด็ก แล้วแต่กรณี เพื่อดำเนินการให้เด็กได้เข้าเรียนในสถานศึกษา




4. ให้นักศึกษาสรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากการอ่านพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการกระทรรวงศึกษาธิการ


ตอบ ๑. ร่างมาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการในส่วนกลาง (ตามมาตรา ๙) จากเดิมมี ๒ ส่วนราชการได้แก่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และส่วนราชการที่มีหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงมีการเพิ่มอีก ๑ ส่วนราชการได้แก่กรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรมเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดโครงสร้างการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับการแบ่งส่วนราชการในส่วนกลาง (ตามมาตรา ๑๐) กำหนดให้เป็นกรมหรือให้ส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินซึ่งมี ๓ ส่วนราชการได้แก่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

 ๒. ร่างมาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ โดยกำหนดให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเข้ามามีบทบาทส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (ตามมาตรา ๒๒)

๓. ร่างมาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจการบังคับบัญชาของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามมาตรา ๒๓ (๒) (๓) ซึ่งส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ที่มีฐานะเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินต้องอยู่ในอำนาจการบังคับบัญชาของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

 ๔. ร่างมาตรา ๖ ได้มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดระเบียบราชการในกรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรม โดยเพิ่มส่วนที่ ๔ ได้แก่ มาตรา ๓๒/๑ มาตรา ๓๒/๒ และมาตรา ๓๒/๓ เพื่อรองรับการทำหน้าที่ของส่วนราชการและการแบ่งส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ รวมทั้งการปกครอง การบังคับบัญชาของอธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นเทียบเท่าอธิบดีในการบริหารราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรมรวมตลอดถึงผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากองหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า

 ๕. ร่างมาตรา ๗ ถึงมาตรา ๙ แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการแทนของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม ผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากองหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า (ตามมาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่งและมาตรา ๔๗ วรรคหนึ่ง) ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่เปลี่ยนแปลงไป

๖. ร่างมาตรา ๑๐ ถึงมาตรา ๑๓ แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการรักษาราชการแทนของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรม ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกองหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า (ตามมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑ มาตรา ๕๑/๑ มาตรา ๕๒ และมาตรา ๕๒/๑) ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่เปลี่ยนแปลงไป

๗. กำหนดเป็นบทเฉพาะกาล เพื่อความต่อเนื่องในการปฏิบัติราชการและรองรับส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ให้สามารถบริหารราชการต่อไปได้ซึ่งเกี่ยวกับ

 (๑) การโอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ ภาระผูกพันข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานราชการ เงินงบประมาณ เงินนอกงบประมาณและอัตรากำลังเฉพาะส่วนไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ตามมาตรา ๑๕ ถึงมาตรา ๑๗)

 (๒) การโอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับ อ.ก.พ. สำนักงานปลัดกระทรวง ไปเป็นของ อ.ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา อ.ก.พ.สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยและ อ.ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนแล้วแต่กรณี (ตามมาตรา ๑๘ ถึงมาตรา ๒๐)

 (๓) การโอนอำนาจหน้าที่ อ.ก.ค.ศ. เฉพาะส่วนไปเป็นของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (ตามมาตรา ๒๑)

(๔) การปฏิบัติหน้าที่บริหารงานบุคคลเป็นการชั่วคราวของ อ.ก.พ. สำนักงานปลัดกระทรวง และ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวง (ตามมาตรา ๒๒
และมาตรา ๒๓)

(๕) การรักษาการตามพระราชบัญญัติของรัฐมนตรี (ตามมาตรา ๒๔)